ฟูลมูนปาร์ตี้ (Full Moon Party) เกาะพะงัน แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของเมืองไทย

ถือเป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาก สำหรับเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีการจัดงาน Full Moon Party ที่รวมนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก มารวมกันใน ณ จุดนี้ เพื่องานปาร์ตี้ที่แสนสนุกสนานกว่าที่เคย ท่ามกลางหนุ่ม-สาวจากหลากหลายประเทศ ที่เข้ามาเฉลิมฉลองท่ามกลางค่ำคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง ที่นักท่องเที่ยวสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เป็นจุดที่สวยกว่าทุกที่ของโลก ฟูลมูนปาร์ตี้ในประเทศไทย ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทุกคน ที่จะได้ร่วมสนุกท่ามกลางแสง , สี และเสียงเพลงที่ดังกังวานทั้งเกาะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานทั้งคืน เป็นจุดรวมคนที่ชื่นชอบในงานปาร์ตี้ การดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งในงานยังมีการจัดแสดงควงไฟ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจมากขึ้น การเพ้นท์สีเรืองแสงลงร่ายกาย จัดเป็นหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ในงานนี้ ชาวต่างชาติมักมาเที่ยวเกาะพะงันอย่างล้นหลาม เพราะถือเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียง จนถูกกล่าวขานว่าต้องมาร่วมงานฟูลมูนปาร์ตี้สักครั้งในชีวิต โดยเฉลี่ยแล้ว นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวงานแต่ละครั้งมากถึง 20,000 – 30,000 คนต่อครั้งเลยทีเดียว ซึ่งงานปาร์ตี้ จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ตกดิน และจะยาวต่อเนื่องไปจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น โดยอัตราค่าเข้างาน คนไทยจะสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะต้องเสียค่าเข้าคนละ 100 บาทเพียงเท่านั้น ซึ่งในเกาะพะงัน จะมีอันตรายใต้น้ำทะเลอยู่ เพราะจะมีแมงกะพรุนกล่องอาศัยอยู่ในน้ำทะเลไม่น้อย มีอันตรายถึงชีวิต แต่ทางเกาะจะมีทีมงานคอยตรวจสอบความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวตลอด เพื่อทำการช่วยเหลือในเบื้องต้นให้พ้นขีดอันตราย ทั้งในแต่ละจุดขอเกาะก็จะมีบริการน้ำส้มสายชู สำหรับล้างแผลให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับพิษจากแมงกะพรุนกล่อง ถือเป็นการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บอาการทุเลาลงพ้นจากขีดอันตราย […]

ท่องเที่ยวต่างแดน บนเทือกเขาหิมาลัย

สวัสดีทุกท่านที่ต้องการอยากจะไปขึ้นที่สูงๆ อากาศดีๆ บนเทือกเขาหิมาลัย วันนี้ผมก็จะมาแนะนำสถานที่เด็ดๆ ที่หนึ่งที่มีพรมแดนติดกับประเทศจีนและประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ยังคงวัฒนธรรมเก่าๆ ได้อย่างมั่นคงอย่างมาก ประเทศนี้ถือว่าเป็นประเทศที่สูงที่สุดในโลก เป็นที่รวบรวมของคนที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นที่ที่มีพระสงฆ์เหมือนกับประเทศไทย คงจะเดากันออกแล้วใช่ไหมครับ ว่าผมพูดถึงที่ไหน ประเทศที่ผมจะพาไปทัวกันในนี้จะเป็นประเทศทิเบตครับเป็นประเทศที่มีกลิ่นไอของศาสนาพุทธที่นั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายครับ เป็นสถานที่ที่บรรยากาศดีมากที่หนึ่งจัดได้ว่าเป็นที่ที่มีโอโซนสูงอันดับหนึ่งของโลก ใครที่ได้เดินทางไปที่นั้นจะต้องรักในที่นั้นแน่ๆ ครับ ประชาชนที่นั้นยิ้มแย้มแจ่มใส่เป็นอย่างมากและให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดีจริงๆ ผมก็ชอบที่นั้นอย่างมากๆ ปีหนึ่งผมจะไปที่นั้นถึง 2 ครั้ง วัฒนธรรมที่นั้นก็คล้ายกับของไทยนั้นแหละแต่การไหวและการกราบบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นคนล่ะแบบกัน ผมอยากให้เพื่อนๆ ได้ลองไปสัมผัสกับที่นั้นดูบ้าง เพราะเพื่อนจะได้รู้ว่าที่นั้นน่าอยู่แค่ไหน เป็นที่ที่เหมือนสวรรค์มาก เหตุผลก็คือความสูงของทิเบตและมีความงามของสถานประติมากรรมชั้นสูงมากๆ ที่ยากจะหาประเทศในบนโลกมาเทียบเทียมได้ ผมรู้ว่าเพื่อนต้องการที่สงบในการนั่งสมาธิเสียมากกว่า เพราะที่นั้นคือดินแดนแห่งพุทธ ผมเคยไปบวชเป็นพระสงฆ์ที่นั้นด้วยครับ เป็นเวลา 12 วันผมได้เรียนสิ่งๆ ต่างๆ มากมาย สีของจีวรจะเป็นสีออกน้ำตาลและสีส้มเหมือนกับพระบ้านเราเลยแหละครับ แต่บรรยากาศดีกว่าเยอะมากๆ คนที่นั้นส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธกันครับ

ท่องเที่ยวต่างแดนดินแดนเขียวขจี

  สวัสดีครับเพื่อนที่รักทุกท่านเพื่อนๆ มีโปรแกรมการท่องเที่ยวในสุดสัปดาห์นี้รึยังครับ แล้วเพื่อนๆ ชอบธรรมชาติรึเปล่าครับ หลายคนคงบอกว่าไม่อยากไปหรอกป่าเมืองไทย เห็นจนเบื่อแล้ววันนี้ผมจึงอยากจะมาชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวชมภูเขา ต้นไม้ สายน้ำ ธรรมชาติ ในดินแดนที่ห่างเราออกไปอย่างไกลมาก แต่ว่ากันว่าธรรมชาติที่นั้นสวยมาก ผมจึงอยากจะชวนเพื่อนๆ ไปหายให้เต็มปอดกันนะครับ ที่ที่ผมจะพาไปนั้นก็คือ ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติเป็นอย่าง การท่องเที่ยวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่ เราควรไปศึกษาประวัติของค่าตั๋วเครื่องบินให้ดีเสียก่อนจากราคาของมันว่าจะมีวิธีไหนทำให้ตั๋วที่เราซื้อถูกลงบ้างก็ลองไปดูในเว็บพันทิพย์กันดูนะครับที่นั้นจะมีบอกหมดเกี่ยวกับการไปคนเดียวต้องทำยังแต่ผมจะอธิบายให้ฟังกันเพียงเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนนะครับ เมื่อเราไปถึงสนามบินเราจะต้องลงมือหาที่พักโดยบอกรถประจำทางบุคคลหรือ taxi บ้านเราล่ะครับ และให้เขาหาบ้านพักให้เราก่อนจากนั้นเราก็จะต้องไปนั่งรถไฟครับ ขอบอกว่าไม่ได้นั่งไปเฉยนะครับ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่นิยมนั่งรถไฟกันครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับถึงต้องนั่งรถไฟ การนั่งรถไฟนั้นจะทำให้เราเห็นทัศนียภาพของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้มากขึ้นเพราะรถไฟไม่ได้ขับไวเหมือนบ้านเราทำให้เราสนุกกับการชมวิวและถ่ายภาพเป็นอย่างมาก หลายคนรักประเทศนี้เป็นอย่างมากเพราะบรรยากาศดีมากมีโอโซนระดับต้นๆ ของโลกเลยแหละมีภูเขาที่ปกคุมเต็มไปด้วยหิมะ ใครที่ได้ไปรับรองไม่ลืมแน่ๆ ครับ เพราะบ้านของเขาไม่ได้มีควันเสียมากเท่าบ้านเรา จึงทำให้ที่นั้นเป็นเหมือนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนอย่างมากครับ

ล่องเรือที่เวนิสแวะดูความงามของเมืองอิตาลี

ได้ยินคำพูดและคำร่ำลือมาอย่างไม่ขาดสายจริงๆ กับการล่องเรือที่ถือว่ามีเสน่ห์น่าหลงใหลอย่างมากกับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวอยู่เยอะที่สุดของอิตาลี นั้นก็คือเมืองเวนิส เป็นเมืองที่บกบอกถึงอารยะธรรมสมัยก่อน ซึ่งถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดีอย่างมากล่องเรือเพื่อชมสิ่งปลุกสร้างและเมืองที่มีสีสันสดใส ทำให้เวลาเรานั่งมองแล้วก็รู้สึกสบายตาจริงๆ น้ำที่นั้นจะเป็นลักษณะใสๆ แต่จะเป็นสีเขียวเหมือนตะไคร้น้ำ ท้องฟ้าที่นั้นสวยมากๆ สีฟ้าสว่างสดใสที่สุดยิ่งกว่าที่อื่นที่ผมไปเที่ยวมาเลยแหละเมืองเวนิสถือว่าเป็นเมืองที่ตำนานเหล่าขานมาอย่างยาวนานมากๆ เพราะเมืองบางส่วนก็ยังมีสิ่งปลูกสร้างของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างโรมันที่ยังคงสภาพไว้อยู่ในเวนิส ถือว่าเป็นการผสมระหว่างอาริยะธรรม ของยุคต้นและยุคกลางไว้ด้วยกัน  ที่นั้นจะประกอบไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของที่เปิดทั้งด้านหน้าและด้านที่เราล่องเรืออีกด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหารมากกว่าที่ตั้งอยู่ริมน้ำให้เราได้รับลมจากกระแสน้ำภายในคลองเวนิสอีกด้วย เวนิสจัดว่าเป็นเมืองที่นำท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก เมืองเวนิสไม่ได้เป็นเมืองที่อยู่ในชนบทแต่ไกลกรุงโรมเพียงแค่ 5 กิโลเมตรเองครับ ใครที่ไม่ได้ไปเวนิสก็ถือว่าไม่ได้มาถึงฝั่งยุโรปเลยแหละครับ เพราะใครที่เคยไปยุโรปแล้วต่างก็ต้องเคยไปสัมผัสกันมาแล้วครับใครที่ไม่มีเงินไปผมขอแนะนำให้ไปลองสัมผัสกับเวนิสเมืองไทยกันก่อนก็ได้ครับ ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ผมเชื่อว่าของไทยเราก็ไม่แพ้ของอิตาลีครับ เพราะของไทยเรามีป่าจากด้วยแหละ เวนิสที่อิตาลีมีแต่เมืองล้วนๆ ครับ ฝากไว้ด้วยนะครับกับที่เที่ยวในฝั่งยุโรปและในประเทศไทยของเรานะครับ

ท่องเที่ยวอเมซอนดินแดนอันเขียวชอุ่ม

         หลายคนคงได้เคยได้ยินชื่อของป่าอมาซอนกันแล้วก็คงจะกลัวกันเป็นอย่างแล้วอาจจะไม่อยากจะไปเที่ยวกันสักเท่าไหร่ เพราะกลัวสัตว์ร้ายจากป่าแห่งนี้ทำร้ายเอา จากที่หนังต่างเอาเรื่องสัตว์ต่างๆ ในลุ่มน้ำอเมซอนไป แต่มันก็มีที่ที่พวกคนได้ไปสร้างไว้เพื่อเป็นสถานท่องเที่ยวกับเราอีกด้วย ไม่ต้องกลัวอันตรายที่จะเกิดระหว่างเดินทางท่องเรื่องยอร์ชลำขนาดกลางบนแม่น้ำอเมซอนจะมีนายพรานหรือไกด์นำทางแนะนำประวัติและข้อมูลของสัตว์ภายในป่าตลอดทาง ที่นั้นมีป่าไม้ที่อุดมสมบรูณ์เป็นอย่างมากและเรือก็ได้นำพาเราไปยังป่าอเมซอนอีกฝากหนึ่งเราจะได้พบกับร้านอาหารที่เรียงกันอยู่มากมายเหมือนกับภัตคารกลางทุ่งและกลางน้ำของบ้านเรา อาหารที่นั้นสดและสะอาดมากๆ เพราะเป็นน้ำที่นำมาจากในเมืองและนำขึ้นเรือขนมาที่นี้โดยตรง ภายในร้านก็มีการตกแต่งให้ออกในแนวทาซาน นอกจากนั้นแล้วยังมีทางเดินเท้าให้เราได้เดินไปชมความสวยงามของป่าอเมซอนได้อย่างจุใจโดยมีความยาวถึง 2 กิโลเมตรเลยแหละครับแต่ตอนเดินเท้าก็ต้องให้คนที่นั้นเดินนำทางเราไปนะเพราะว่าเขาจะรู้จักอะไรหลายๆ อย่างดีกว่าพวกเรา เพราะถ้าไม่มีพวกเขานำเราจะไม่ได้รู้เลยว่าสัตว์ไหนควรเข้าใกล้แล้วสัตว์ตัวไหนที่เป็นอันตราย ผมไปพักที่นั้นอยู่ทั้งหมด 3 วันบรรยากาศที่ลุ่มน้ำอเมซอนดีมากๆ จริง ไม่มีมลพิษ เวลาเราหายใจเข้าไปทำให้เรารู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก เหมือนเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ครับ พอถึงวันที่จะกลับคนขับเรือจะแวะให้เราซื้ออาหารของชาวประมงและของฝากจากชาวบ้านแถวนั้นกลับไปด้วยครับ และจะพาเราไปขึ้นไปท่าเรือภายในเมืองบราซิลและจะมีรถมาบริการรับส่งเราไปที่สนามบินครับ

ฝรั่งเศสคนเดียวก็เฟี้ยวได้

การเดินทางไปเที่ยวต่างๆ ประเทศนั้นหลายคนจะนึกว่าจะต้องอาศัยทิปต่างๆ ซึ่งจะสามารถพาเราไปแนะนำได้ทุกที่และมีที่หลับที่นอนให้เราทุกอย่างเอาง่ายๆ สบายทุกอย่างครับ แต่ถ้าถ้าจะว่าในเรื่องของราคาก็สูงพาสมควรครับ เอาเป็นว่าเราไปคนเดียวโดยที่ไม่ต้องไปง้อทิปเลยก็ได้ครับ มันไม่ได้ยากอย่างที่คุณคิดนะครับ เริ่มแรกเราก็เดินทางไปสนามบินภายในประเทศไทยของเรานั้นก็คือสุวรรณภูมิครับจากนั้นให้เราจองไฟเอาไว้สักประมาณทุ่มกว่าๆ มีโอกาสที่จะได้ตั๋วถูกอีกด้วยแต่ต้องไปรอก่อนนะครับ ไม่งั้นตั๋วถูกจะหมดเอา จากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินครับ เราจะใช้เวลาในการเดินทางไปสู่ฝั่งยุโรปประมาณ 17 ชั่วโมงครับ พอไปถึงแล้วก็ลองหาที่พักดูแถวๆ ในเมืองปารีสครับ ภาษาไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่ครับ เพราะคนที่นั้นส่วนมากจะพูดภาษาอังกฤษเป็นแทบจะทุกคน พอไปถึงที่นั้นแล้วอาจจะนอนพักเพื่อปรับสภาพเวลาของที่นั้นก่อนก็ได้ครับหรือถ้าพอไหวก็ไปท่องเที่ยวกันต่อเลยครับ สิ่งเราต้องไปดูเป็นอย่างแรกขอคือหอไอเฟลในกรุงปารีสครับ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลยก็ว่าได้ครับ ไม่ควรพลาดเลยเป็นอันขาด เพราะถ้าพลาดก็หมายความว่าคุณไปไม่ถึงประเทศฝรั่งเศส มีที่ท่องเที่ยวมากมายให้ได้ไปเยือนเอาง่ายๆ นะครับคุณเที่ยวทั้งวันยังไม่ทั่วปารีสเลย เพราะเมืองเขาใหญ่มากจริงๆ ครับ การไปครั้งนี้ถือว่าใช้เงินน้อยมากครับเพราะค่าเครื่องบินของผมแค่ 25000 บาทเอง ผมได้ไปซื้อของฝากเพื่อจะนำกลับมาให้คนที่บ้านชิ้น 2 ชิ้นครับ ขากลับจำไว้นะครับต้องนั่งเครื่องบินที่มีจุดหมายปลายคนล่ะอย่างกับที่เรามาครับ เพราะจะอาจจะมีตั๋วที่ลดราคาถูกก็ได้ครับ

การท่องเที่ยวที่เพลิดเพลินไปกับความสวยงามของ “สวนซากุระ” โตเกียว

ดอกซากุระที่เรากล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ที่โตเกียวในประเทศญี่ปุ่น ก็คงที่จะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 สำหรับนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ โดยที่โตเกียวมีสถานที่ชมดอกซากุระมากถึงมากที่สุด โดยมีด้วยกันถึง 5 สวนกันเลยทีเดียว ซึ่งในแต่ละพื้นที่ดอกซากุระนั้นจะมีสีสันและมีดอกที่บานแตกต่างกันไป แต่ก็มีบางสวนดอกซากุระจะเป็นสีชมพู ส่วนบางสวนก็มีเป็นสีขาวปะปนกันไป ทำให้นักท่องเที่ยวเดินชมดอกซากุระได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับได้ถ่ายภาพสวยๆ เก็บไว้ โดยปกติแล้วเวลาที่ดอกซากุระบานจะบานได้เต็มที่ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วดอกซากุระก็จะร่วงโรยไปเองตามธรรมชาติ โดยประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมจะเป็นช่วงเวลาแห่งเทศการของดอกซากุระบาน ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้คนนิยมกันเข้าชมดอกซากุระกันเป็นจำนวนมาก แต่ละสวนนั้นจะมีต้นซากุระมากถึงเป็นพันๆ ต้น หลากหลายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป ส่วนสถานที่ทั้ง 5 สวนที่เราอยากจะแนะนำให้กับนักท่องเที่ยวที่อยากจะไปเยี่ยมชมดอกซากุระอย่างไม่ผิดหวังนั้น ก็จะมีสวนอุเอโนะ สวนนี้มีต้นซากุระเป็นจำนวนมากมากถึง 1,000 ต้นด้วยกัน ซึ่งในช่วงที่มีดอกซากุระบานนั้นบริเวณนั้นจะมีทั้งนักเรียน นักศึกษา พนักงานบริษัทต่างๆ รวมไปถึงแผงลอยขายของเป็นจำนวนมากอีกด้วย ต่อมาเป็นแม่น้ำเมะกุโระ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศเกี่ยวกับธารสายน้ำ บอกได้เลยว่าใครที่ได้ไปสถานที่แห่งนี้แล้วจะต้องติดใจอย่างแน่นอน มาถึงแม่น้ำเมะกุโระ ที่นี่มีต้นซากุระไม่ต่ำกว่า 800 ต้น แต่ละต้นจะมีกิ่งไม้โน้มลงมายังแม่น้ำคล้ายกับอุโมงค์ที่เต็มไปด้วยดอกซากุระที่ปกคลุมอยู่ ส่วนคนที่ชอบชมดอกซากุระในเวลาตอนกลางคืนนั้น จะต้องไปที่นี่เลย สวนชินจูกุ เพราะว่าสวนแห่งนี้จะติดไฟ แสง สี ประดับไว้ที่ต้นซากุระเกือบทุกต้นก็ว่าได้ สวนชินจูกุ จะเป็นสวนซากุระที่ดอกซากุระบานช้ากว่าที่อื่นๆ แต่ก็จะมีต้นซากุระที่หลายหลายสีและหลากหลายสายพันธุ์ และส่วนนักท่องเที่ยวท่านใดที่ต้องการชมความสวยงามพร้อมกับความสนุกในการเดินทางนั้น […]

สุดแสนสนุกไปกับ สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง

สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ คงที่จะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ณ เวลานี้ ตั้งอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ดินแดนแห่งนี้เหมาะกับเด็กๆ และคนทุกวัย ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์นับได้ว่าเป็นสวนสนุกที่มีขนาดใหญ่ถึงขั้นติดอันดับ 1 ใน 5 ของสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ทั่วโลกอีกด้วย และสถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่น้องใหม่ล่าสุดอีกด้วย ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีเครื่องเล่นสวนสนุกที่เต็มไปด้วยจินตนาการ แถมยังมีแห่งอาณาจักรแฟนตาซี และโลกแห่งอนาคตสำหรับเด็กทุกคน ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์นับว่าเป็นดินแดนแห่งความสุขของเด็กๆ ก็ว่าได้ และยังมีสุดยอดอาณาจักรที่มียอดของปราสาทสูงมาก ว่ากันว่าสูงเทียบฟ้าเลยก็ว่าได้ ประชากรทั้งมวลในสวนสนุกล้วนแต่เป็นตัวการ์ตูนยอดนิยมในดวงใจของเด็กๆ นับร้อย เช่น กวางน้อย…แบมบี้ มิกกี้เมาท์ ดัมโบ้ เป็นต้น ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยความสุข ความสนุกสนานต่างๆ นาๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ ที่สวนสนุกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้สนุกมากกว่าเดิมรวมไปถึงเครื่องเล่นที่ปลอดภัย ภายในและภายนอกสถานที่ที่เต็มไปด้วยความงดงาม ซึ่งมีทั้งต้นไม้ที่ร่มรื่น เพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นไร้ขีดจำกัด และการทักทายของเหล่าตัวการ์ตูน การแสดงโชว์มากกว่า 100 รายการ และมีอาหารที่แสนจะอร่อยเกินคำบรรยาย ส่วนที่พักก็มีความสะดวกสบายควบคู่กันไป โดยส่วนมากนักท่องเที่ยวจะจัดทริปกันเป็นกลุ่มสำหรับการเที่ยวในดินแดนแห่งนี้ อีกอย่างการเดินทางสะดวกเป็นอย่างมากถือเป็นการท่องเที่ยวสวนสนุกที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์นับได้ว่าเป็นสถานที่เที่ยวที่โด่งดังมากในประเทศฮ่องกง ซึ่งทำรายได้มหาศาลในละปีแต่ละปีทั้งรายได้และนักท่องเที่ยว เห็นได้ว่าสวนสนุกดิสนีย์แลนด์มีผู้คนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะที่นี่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงทำให้มีการจองตั๋วเข้าชมสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ล่วงหน้า รวมไปถึงการจองตั๋วเครื่องบินและสถานที่พักกันอีกด้วย ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวฮ่องกงต่างเกิดความประทับใจและเต็มอิ่มไปด้วยความสนุกเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าดินแดนมหาสนุกยังไม่หายไปไหน

การเดินทางแห่งความรื่นเริง “ทะเลทรายโกบี”

ทะเลทรายโกบี ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อประเทศมองโกเลียใต้กับมองโกเลียในทางตอนเหนือ ทะเลทรายโกบีเป็นทะเลทรายที่มีความยิ่งใหญ่มากของโลก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร มีระดับความสูงของทะเลทรายประมาณ 1,500 เมตร ทะเลทรายโกบียังมีสัตว์ที่มีชีวิตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ม้า อูฐ ลา กระรอกดิน เป็นต้น ทะเลทรายโกบีมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ -40 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ถึง 50 องศาเซลเซียส และยังเป็นแหล่งขุดพบ ฟอสซิลที่สำคัญมากมายอีกด้วย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งหลักฐานประวัติศาสตร์ว่าได้ศึกษาถึงดินแดนทะเลทรายโกบีไม่เคยถูกน้ำท่วมหรือถูกทะเลน้ำแข็งปกคลุมเลยสักครั้ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นดินแดนอื่นมากกว่า เช่น ยุโรป อเมริกา ทะเลทรายโกบีจัดให้อยู่ในอันดับ 3 ของโลกที่มีความร้อนมากที่สุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มในทวีแอฟริกา ดังนั้นถ้าพูดถึงทะเลทรายอย่าง ทะเลทรายโกบี คงคิดถึงดินแดนที่แห้งแล้ง และอุณหภูมิในเวลากลางวันและอุณหภูมิในเวลากลางคืนนั้นจะแตกต่างกันออกไป ในเวลากลางวันที่มีอากาศร้อนมากๆ ส่วนในเวลากลางคืนนั้นจะมีอากาศที่หนาวจัด นอกจากจะมีภาวะอากาศที่แสนโหดแล้ว ทะเลทรายโกบีก็ยังมีพายุทะเลทรายอีกด้วย ซึ่งเป็นพายุร้อนที่รุนแรงถึงกับสามารถพัดเม็ดหินดินทราย ไปตกอีกฝากหนึ่งได้ นอกจากนี้กลุ่มนักโบราณคดีที่เป็นหัวหน้ากลุ่มได้ขุดพบไข่ไดโนเสาร์ในทะเลทรายโกบีอีกด้วย และยังมีกระดูกสัตว์โบราณอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิด เช่น กระดูกนกกระจอกเทศ แรดโบราณรวมถึงช้างดึกดำบรรพ์อีกด้วย การที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยือนประเทศทำให้มีรายได้กับมองโกเลียเป็นอย่างมาก ดินแดนทะเลทรายนี้เดิมทีเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าเร่ร่อนผู้ดำรงชีพบนพื้นฐานการเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูก และการใช้ชีวิตขนานแท้ของชาวเผ่ามองโกเลีย ทะเลทรายโกบีเปรียบเสมือนเป็นแรงจูงใจและแรงดึงดูดให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก ทุกคนที่มาท่องเที่ยวสถานที่แห่งนี้ย่อมจะได้รับความสุขกลับไปอย่างแน่นอน […]

สุดตะลึงท่องเที่ยว”ทางเดินยักษ์” ไจแอนต์สคอสเวย์

ไจแอนต์สคอสเวย์ หรือที่เรียกว่า ทางเดินยักษ์ ตั้งอยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นชายฝั่งที่เกิดจากการเย็นตัวของหินภูเขาไฟเมื่อประมาณ 5 หมื่นปี่ที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดเป็นหินรูปหกเหลี่ยมและรูปสี่เหลี่ยมเป็นส่วนมากซึ่งมีจำนวนมากถึง 40,000 แท่ง องค์การยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียน “ไจแอนต์สคอสเวย์” เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 นักท่องเที่ยวต่างพากันพูดถึงตำนานของแท่นหินยักษ์เหล่านี้ว่าเกิดจากการดำรงชีวิตของยักษ์ที่สร้างขึ้นมาแต่ก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มก็บอกกันว่า ทางเดินยักษ์ เกิดจากธรรมชาติสร้างขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์และน่าทึ่งมาก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเที่ยวธรรมชาติหรือกำลังวางแผนเดินทางที่เน้นในเรื่องท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมควรจะซื้อคู่มือบัตรท่องเที่ยวเพื่อเตรียมความพร้อมและความสะดวกสบายไว้ล่วงหน้า และยังสามารถใช้ในการเข้าเยี่ยมชมปราสาททางเดินยักษ์ได้ ส่วนทางเดิน ไจแอนต์สคอสเวย์ นั้นจะต้องได้รับการศึกษาจากนักธรณีวิทยาว่าเหมาะสำหรับ ณ เวลาที่เราจะไปกันหรือไม่ เพราะนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาของนักวิทยาศาสตร์โลกกันเลยทีเดียว เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยว่าธรรมชาติชายฝั่งของไอซ์แลนด์ก่อให้เกิดทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์และเกิดหินตัดเป็นรูปทรงสมมาตร ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ต่างก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก พวกเขาเหล่านี้ได้ทำการสำรวจเสาทางเดินยักษ์พบว่า ขนาดของเสามีความกว้างประมาณเฉลี่ย 46 เซนติเมตร สูงตั้งแต่ 1-2 เมตร และยื่นยาวไปในทะเลถึง 150 เมตร และตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา น้ำแข็งในยุคนั้นได้ถูกกัดเซาะจากธารน้ำของมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้ไจแอนต์สคอสเวย์มีรูปทรงอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ จึงทำให้มีสภาพเป็นขั้นบันได นอกจากนี้ยังมีหินรูปโดดเด่นอื่นๆ อีกด้วย เช่น ฝาหม้อยักษ์ เก้าอี้ยักษ์ โลงศพ เป็นต้น ซึ่งเป็นจุดสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าที่พักจะห่างออกจากสถานที่แห่งนี้ นอกจากตำนานที่เหล่าขานกันมาแล้วยังเชื่อกันว่าทางเดินนี้เป็นป่าไผ่ […]

Return to the top

Proudly powered by WordPress | Theme: StrapVert by WP Strap Code.